หญ้าหนวดแมว...สมุนไพรสำหรับโรคทางเดินปัสสาวะ
 
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Orthosiphon aristatus Mig.
วงศ์: Labiatae
ชื่อท้องถิ่น:พยับเมฆ (กรุงเทพฯ) , บางรักป่า , อีตู่ดง
สารสำคัญ: ในใบของหญ้าหนวดแมว มีเกลือโปแตสเซียม ในปริมาณสูง 0.7-0.8 %
หญ้าหนวดแมว เป็นพืชที่ปลูกอยู่ทั่วไปตามบ้าน มีดอกขาวสวย ออกดอกเกือบทั้งปี จึงเป็นไม้ประดับที่สวยงาม นอกจากนั้นยังมีคุณค่าทางการรักษาโรคอีกด้วย เกสรตัวผู้ยื่นยาวออกมานอกกลีบดอก ทำให้มีลักษณะคล้ายหนวดแมว จึงมีคนเรียกพืชชนิดนี้ว่า “หญ้าหนวดแมว”

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ : ใบหญ้าหนวดแมว มีโปแตสเซียมสูงในปริมาณร้อยละ 0.7-0.8 และมี glycoside ที่มีรสขม ชื่อ Orthosiphonin นอกจากนี้ยังพบ essential (0.2-0.6 %) , saponin , alkaloid , organic acid , fatty oil

ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา :
ใช้ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว ใบอ่อนใช้เป็นยาขับปัสสาวะที่มีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากมีเกลือโปแตสเซียมมาก หญ้าหนวดแมวใช้รักษานิ่วได้ทั้งนิ่วด่าง ซึ่งเกิดจากแคลเซียม (หินปูน) มักเป็นก้อนที่เกิดจากการดื่มน้ำที่มีหินปูน และใช้รักษานิ่วกรด ซึ่งเกิดจากกรดยูริก นิ่วชนิดนี้จะไม่เป็นก้อนแต่จะร่าวนเป็นเม็ดทราย ไม่ทึบแสง มักเกิดจากการรับประทานเนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์มากเกินไป ทำให้มีกรดยูริกสูง เมื่อรับประทานหญ้าหนวดแมว ซึ่งมีโปแตสเซียมสูง จะทำให้กรดมีฤทธิ์เป็นด่าง ทำให้กรดยูริกและเกลือยูเรต (urate) ไม่จับตัวเป็นก้อน ช่วยป้องกันไม่ให้แคลเซียมตกค้างในไต ช่วยขยายท่อไตให้กว้างขึ้น จึงช่วยบรรเทาอาการปวด หญ้าหนวดแมวไม่มีฤทธิ์ละลายนิ่ว ดังนั้นนิ่วที่มีขนาดใหญ่จะไม่ได้ผล จะใช้ได้ดีกับนิ่วก้อนเล็กๆ โดยฤทธิ์ขับปัสสาวะของหญ้าหนวดแมวจะช่วยดันเม็ดนิ่วเล็กๆให้หลุดออกมา

ข้อควรระวัง :
1. เนื่องจากหญ้าหนวดแมวมีเกลือโปแตสเซียมสูงจึงไม่ควรใช้กับคนที่เป็นโรคหัวใจ
2. ควรใช้การชง ไม่ควรใช้การต้มและควรใช้ใบอ่อนไม่ใช้ใบแก่ เพราะอาจมีสารละลายออกมามากเกินไป ทำให้มีฤทธิ์กดหัวใจ
3. ถ้าใช้ใบสดจะมีอาการคลื่นไส้และหัวใจสั่น จึงควรใช้ใบตากแห้ง หรือแบบชาชง
4. สารจากหญ้าหนวดแมวจะทำให้ยาจำพวก แอสไพริน ไปจับกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น จึงไม่ควรใช้หญ้าหนวดแมวร่วมกับยาแอสไพริน