“ ถั่วเหลือง ” อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
 
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ถั่วเหลืองได้รับความสนใจจากวงการแพทย์มากขึ้น เนื่องจากพบว่ามีบทบาทสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคเรื้อรังบางโรคได้ และเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2542 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สหรัฐอเมริกา ได้อนุญาติให้อ้างผลต่อสุขภาพของโปรตีนจากถั่วเหลืองในการลดโอกาสเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจบนฉลากอาหารซึ่งมีโปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นส่วนประกอบได้ อีกบทบาทหนึ่งของถั่วเหลืองที่เพิ่งจะเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้น คือ การเป็นอาหารเสริมสำหรับสตรี โดยเฉพาะวัยใกล้หมดประจำเดือนหรือหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40 ขึ้นไป เนื่องจากพบว่าในถั่วเหลืองนั้นมีสารธรรมชาติกลุ่มฟลาโวนอยด์ ที่ประกอบด้วยสารสำคัญที่มีฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมนเพศหญิงหรือที่เรียกกันว่า ไฟโตเอสโตรเจน ได้แก่ ไอโซฟลาโวน ( Isoflavone) ซึ่งจะพบมากในพืชตระกูลถั่วโดยเฉพาะถั่วเหลือง บทบาทใหม่ของถั่วเหลืองนี้มีที่มาจากการพบว่า สตรีชาวเอเชียได้แก่ ชาวญี่ปุ่น จีน ซึ่งบริโภคอาหารที่ได้จากถั่วเหลืองกันเป็นประจำจะไม่ค่อยมีอาการของหญิงวัยหมดประจำเดือน ได้แก่ ร้อนวูบวาบ ภาวะโรคกระดูกพรุน หรืออัตราการเกิดมะเร็งเต้านมต่ำกว่าสตรีชาวตะวันตก

ไอโซฟลาโวนที่พบในถั่วเหลืองนั้น เป็นสารกลุ่มที่มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงสามารถไปจับกับตัวรับเอสโตนเจนในร่างกายได้ สารในกลุ่มนี้ที่พบมากคือ genistein, daidzain และ coumestrol ซึ่งปัจจุบันได้มีการศึกษาวิจัยกันมากถึงคุณสมบัติของสารเหล่านี้ต่อร่างกายได้แก่

ผลต่อภาวะกระดูกพรุน ( Osteoporosis )
กระดูกซึ่งเป็นโครงสร้างของร่างกายมนุษย์นั้น จะประกอบด้วยเซลล์กระดูกซึ่งมีการสร้างมากกว่าทำลายเกิดขึ้นตลอดเวลา เซลล์กระดูกจะมีการสร้างมากว่าทำลายในช่วงอายุ แรกเกิด-25 ปี จากนั้น มวลกระดูกจะคงที่จนถึงอายุ 35 ปี หลังจากนั้นจะมีการสลายตัวมากกว่าการสร้าง ทำให้มวลกระดูกลดลงทุกปี สำหรับสตตรีนั้นพบว่า มวลกระดูกจะมีความสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกาย ในสตรีวัยทองซึ่งมีภาวะการขาดฮอร์โมนเพศหญิงนั้น มวลกระดูกจะลดลง จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่าย ดังนั้นในบางรายแพทย์สูตินรีเวชจึงต้องให้ฮอร์โมนเสริมเพื่อเข้าไปทดแทนการขาดฮอร์โมนเพศหญิง ควบคู่ไปกับการเช็คสุขภาพ ตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก , ตรวจหามะเร็งเต้านม เป็นต้น พบว่าสารในกลุ่มไอโซฟลาโวนที่พบในถั่วเหลืองมีความสัมพันธ์ต่อความหนาแน่นของมวลกระดูก โดยจากผลการทดลองในสัตว์ทดลองที่ตัดรังไข่ออกไปนั้น จะพบว่าสัตว์ทดลองมีความหนาแน่นของกระดูกมากขึ้น เนื่องจากได้รับสารไอโซฟลาโวนนี้เข้าไป สำหรับหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ที่ยังไม่เกิดอาการของการขาดฮอร์โมนนั้นสามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงโรคกระดูกพรุนได้ โดยการบริโภคอาหารจรากถั่วเหลืองเพื่อให้ได้สารไอโซฟลาโวนในปริมาณวันละ 50-150 มก. ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้สารอาหารที่ครบถ้วน หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา สูบบุหรี่ และการใช้ยา สเตียรอยด์

ผลต่อภาวะโคเลสเตอรอลในเส้นเลือด
เนี่องจากระดับโคเลสเตอรอลในเลือดนั้น มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งพบว่าในสตรีที่มีภาวะการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนนั้น มีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูง เนื่องจากโคเลสเตอรอลเป็นสารตั้งต้นตัวหนึ่งในการสร้างฮอร์โมนและเมื่อรังไข่หยุดสร้างฮอร์โมนจะมีผลทำให้มีโคเลสเตอรอลเหลือ จึงส่งผลให้มีระดับในโคเลสเตอรอลสูงได้ นอกจากนั้นยังพบว่าสารกลุ่มไอโซฟลาโวน เช่น genistein เป็นสารสำคัญในถั่วเหลืองที่มีผลต่อการลด LDL และเพิ่ม HDL ช่วยป้องกันภาวะหลอดเลือดแข็งตัวและลดการจับตัวของเกล็ดเลือดที่เป็นเหตุให้เกิดภาวะการอุดตันของหลอดเลือดได้

ผลต่อภาวะเสี่ยงการเป็นมะเร็ง
เนื่องจากสารกลุ่มไอโซฟลาโวนนี้มีคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ( Antioxidant ) ดังนั้นจึงเชื่อว่าจะมีผลในการป้องกันความเสี่ยงของร่างกาย ชะลอความแก่ และมีผลในการป้องกันความเสี่ยงของร่างกายชะลอความแก่ และมีการป้องกันการเกิดมะเร็งหรือเนื้องอกต่างๆ ได้ โดยได้มีผู้ทำการทดลองเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้มากมาย เช่นในปี 1995 ดร.สตีเฟน บาร์น และคณะได้ทดลองพบว่าสาร genistein ซึ่งเป็นสารกลุ่มไอโซฟลาโวนที่พบในถั่วเหลืองนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงในการกลับมาเป็นช้ำของมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมากได้ นอกจากนี้พบว่าสารกลุ่มไอโซฟลาโวนนั้น ยังออกฤทธิ์ยับยั้งเอสโตรเจนในการกระตุ้นการเจริญของเซลล์มะเร็ง ยับยั้งการสร้างเส้นเลือดไปเลี้ยงเซลล์มะเร็งได้

สารสกัดถั่วเหลือง ( Glycine max ) กับภาวะของสตรีวัยทอง
อาการของสตรีวัยทอง 14 ประการ
“ วัยทอง “ คือ ภาวะการเสื่อมสภาพการทำงานของรังไข่ ( การลดระดับของฮอร์โมน เอสโตรเจน ) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะหรือระบบต่างๆ ในร่างกายของสตรี โดยส่วนใหญ่จะเป็นในช่วงอายุ 40-45 ปีขึ้นไป ซึ่งจากภาวะดังกล่าว จะทำให้เกิดอาการและโรคต่างๆ ตามมา เช่น

1. อาการร้อนวูบวาบตามร่างกาย เหงื่อออกในเวลากลางคืน ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ซึ่งมักเรียกกลุ่มอาการเหล่านี้ว่า Hot Flushes หรือ Hot Flashes
2. มีอาการซึมเศร้า หงุดหงิด กังวลใจ อารมณ์หวั่นไหวง่าย ความจำเสื่อม ไม่มีสมาธิ อ่อนเพลีย ความต้องการทางเพศลดลง
3. ช่องคลอดแห้ง รู้สึกแสบร้อนบริเวณปากช่องคลอด มีการหย่อนยานของมดลูกและช่องคลอด มีการหย่อนยานของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ขณะไอหรือจาม และอยากถ่ายปัสสาวะอยู่เสมอ
4. ผิวหนังแห้ง เหี่ยวย่น ผมแห้ง ผมร่วง
5. ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดตามข้อ
6. เต้านมมีขนาดเล็กลง หย่อนยาน
7. มีการกระจายตัวของไขมันมาสะสมที่บริเวณหน้าท้อง และภายในช่องท้อง
8. มีแนวโน้มที่จะเกิดฟันผุและสูญเสียฟันได้ง่าย รวมทั้งมีการอักเสบของเหงือก หรือเกิดอาการเลือดออกจากเหงือกได้ง่ายเมื่อได้รับการกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อย
9. อาจมีอาการตาแห้ง
10. ระบบการฟังเสื่อมลง
11. มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ และโรคตับ
12. มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ
13. มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองฝ่อ ( Alzheimer’s disease ) หรือโรคความจำเสื่อม
14. เกิดโรคกระดูกพรุน ( Osteoporosis ) ทำให้กระดูกหักง่าย

ข้อควรปฏิบัติของสตรีวัยทอง
สตรีวัยทอง สามารถที่จะบรรเทาและลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคหรืออาการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นนี้ได้ จากการปฏิบัติตัว ดังนี้
1. เลือกรับประทานอาหารหรือโภชนาการที่ดีและเหมาะสมกับวัย
2. ลดความเครียดที่เกิดขึ้นจากการทำงานต่าง ๆ
3. ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว
4. ออกกำลังกายด้วยขั้นตอนและวิธีที่ถูกต้องเพื่อให้อวัยวะและข้อต่าง ๆ ของร่างกายได้ใช้งานอยู่เสมอ
5. เสริมฮอร์โมนทดแทน